<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ผล Leaders’ Retreat ไทย–สิงคโปร์ จับมือวางแผนงานอาเซียนระยะยาว เชื่อมสองประธานต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/538209</link>
<guid isPermaLink="false">9b784df26bdefb26a71b4fe30781ea06</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 12:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุม Thailand&ndash;Singapore Leaders&rsquo; Retreat ครั้งที่ 5 ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ว่า หนึ่งในผลสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือการเห็นพ้องให้ไทยและสิงคโปร์ร่วมจัดทำวาระการทำงานระยะหลายปีสำหรับอาเซียน เพื่อสร้างความต่อเนื่องของนโยบายและผลักดันประเด็นสำคัญของภูมิภาคให้เดินหน้าต่อเนื่อง ก่อนที่สิงคโปร์จะรับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2570 และไทยในปี 2571</p>

<p>รัฐบาลเห็นว่า การที่ทั้งสองประเทศจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนต่อเนื่องกันเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันวาระที่ต้องอาศัยการดำเนินงานมากกว่าหนึ่งปี โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ตลอดจนการเชื่อมโยงทั้งทางกายภาพและดิจิทัล เพื่อให้อาเซียนมีความเข้มแข็ง มีความยืดหยุ่น และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกได้ดีขึ้น</p>

<p>ด้านพลังงาน ไทยและสิงคโปร์จะร่วมผลักดันการเชื่อมโยงระบบพลังงานในภูมิภาค รวมถึง ASEAN Power Grid เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ขณะที่ด้านความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสองฝ่ายจะต่อยอดจุดแข็งของไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตอาหารสำคัญ เชื่อมกับศักยภาพของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย</p>

<p>สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ทั้งสองประเทศเห็นโอกาสในการขยายความร่วมมือไปสู่การใช้งานจริงในภาคการผลิต สาธารณสุข และการท่องเที่ยว รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการใช้ AI อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ ควบคู่กับการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ ต่อยอดจากความร่วมมือ PromptPay&ndash;PayNow ที่มีอยู่แล้ว</p>

<p>โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ในช่วงต่อจากนี้จึงไม่จำกัดอยู่เพียงระดับทวิภาคี แต่จะเชื่อมโยงไปสู่การขับเคลื่อนอาเซียนในภาพรวม โดยใช้จุดแข็งของทั้งสองประเทศ ร่วมกันผลักดันโครงการที่สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค</p>

<p>&ldquo;นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไทยพร้อมทำงานร่วมกับสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความต่อเนื่องระหว่างสองวาระประธานอาเซียน และผลักดันอาเซียนที่เข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งด้านพลังงาน อาหาร เทคโนโลยี การค้า และการเชื่อมโยง ซึ่งท้ายที่สุดต้องนำมาสู่โอกาสทางเศรษฐกิจและประโยชน์ที่ประชาชนในภูมิภาคได้รับร่วมกัน&rdquo; นางสาวรัชดากล่าว</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/168467">https://www.thaigov.go.th/th/news/168467</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/20260903761dbb7653862da912164a2cdeb4c182120457.jpg' type='image/jpg' length='127993' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ชูไทยฐานเศรษฐกิจ-แพลตฟอร์มเชื่อมภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่น ดึงลงทุนแห่งอนาคต]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/538154</link>
<guid isPermaLink="false">1218dc92d75784a28b2108d7a3f32222</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 10:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (3 กันยายน 2569) เวลา 9.00 น. ณ ห้องบอลรูม 1-2 ชั้น 1 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงาน The Bangkok Business Summit 2026 Reinvent Thailand, Resilient ASEAN และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ &ldquo;Thailand&rsquo;s Offer to the World&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
โดยงานนี้จัดขึ้นโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชน เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลไทยและนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเปิดตัวรายงานธนาคารโลก &ldquo;Building Thailand&rsquo;s Future Today&rdquo; เพื่อผลักดัน GDP ไทยให้เติบโต และก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ที่ประชุมยังจะหารือถึง &ldquo;ข้อเสนอของประเทศไทยบนเวทีโลก&rdquo; มุ่งยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและบริการมูลค่าสูงของอาเซียน เน้น 5 อุตสาหกรรมหลักแห่งอนาคต ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและสุขภาพ บริการดิจิทัล ธุรกิจเกษตร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์</p>

<p>งานนี้มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ ร่วมงานกว่า 400 คน นับเป็นเวทีสำคัญก่อนการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนและสื่อสารวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของไทยสู่ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571<br />
&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงใน 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ไทยจึงไม่สามารถหยุดนิ่งและต้องปรับตัว เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการสร้างประเทศไทยที่เข้มแข็ง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ผ่านการดำเนินการ ดังนี้</p>

<p>ประการแรก การตอบสนองของไทยต้องเริ่มจากการเปิดกว้างและการมีส่วนร่วมกับโลก โดยไทยต้องกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน และเชื่อมโยงภาคธุรกิจและเครือข่ายการผลิตระหว่างภูมิภาค<br />
&nbsp;<br />
ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ไทยต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาจากต่างประเทศ โดยส่งเสริมการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถภายในประเทศ เทคโนโลยีต้องช่วยเพิ่มศักยภาพแรงงาน เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs เพิ่มผลิตภาพ และช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถสร้างนวัตกรรมและแข่งขันได้<br />
&nbsp;<br />
ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวสามารถเป็นแหล่งการลงทุนและการเติบโตใหม่ โดยการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (climate finance) ควรนำทรัพยากรจากทั่วโลกมาสนับสนุนพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น และการแก้ไขปัญหาบนฐานธรรมชาติ<br />
&nbsp;<br />
ประการที่สี่ ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสังคมสูงวัย โดยมุ่งสร้าง &ldquo;Longevity Economy&rdquo; ที่ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีทักษะ สามารถทำงานและมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจได้ยาวนานขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ด้านสุขภาพ สุขภาวะ การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี</p>

<p>นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group) ในเดือนตุลาคม 2569 ว่า ไทยไม่ควรเป็นเพียงเจ้าภาพ แต่ควรมีสิ่งที่มีความหมายเพื่อนำเสนอต่อประชาคมโลก โดยนำเสนอศักยภาพของไทยในฐานะประเทศที่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงทำเลที่ตั้ง บริษัทที่เข้ามาลงทุนไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะไทยมีคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง แรงงานที่มีประสบการณ์ ซัพพลายเออร์ในประเทศ ระบบโลจิสติกส์และเครือข่ายดิจิทัล ตลอดจนจุดแข็งด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้ามาต่อยอดแนวคิด พัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่ตลาด และขยายธุรกิจได้</p>

<p>ไทยยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับภูมิภาค โดยตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปและเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานสำคัญของอาเซียน อีกทั้งมีความสามารถในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิตขั้นสูงกับเทคโนโลยีดิจิทัล การเกษตรกับเทคโนโลยีชีวภาพและอาหารแห่งอนาคต สุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจอายุยืน ตลอดจนพลังงานสะอาดกับยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล</p>

<p>นอกจากนี้ ไทยยังมีอุตสาหกรรม บริการ และเครือข่ายบุคลากรที่พร้อมต่อยอดสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต รวมทั้งมีจุดแข็งในฐานะสถานที่ที่ผู้คนสามารถสร้างได้ทั้งธุรกิจและคุณภาพชีวิต การลงทุนระดับโลกย่อมมาพร้อมกับบุคลากรที่มีความสามารถ ซึ่งไทยมีระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ภาคบริการที่เข้มแข็ง สังคมที่เปิดกว้าง และคุณภาพชีวิตที่ช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรจากทั่วโลก</p>

<p>นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เอื้อต่อการลงทุนและมีความแน่นอนสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยจะเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับที่อาจเป็นภาระต่อประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงยกระดับมาตรฐานผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล พร้อมมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทย พัฒนาซัพพลายเออร์ในประเทศ ยกระดับทักษะบุคลากร เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสร้างองค์ความรู้ใหม่ภายในประเทศ</p>

<p>&ldquo;ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือตลาดการขาย แต่ต้องการเป็นหุ้นส่วนในการสร้างอุตสาหกรรมที่จะกำหนดอนาคต&rdquo; พร้อมเชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศว่า &ldquo;อย่าเพียงมาสร้างธุรกิจในประเทศไทย แต่จงร่วมสร้างไปกับประเทศไทย&rdquo;</p>

<p>นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อทั่วโลกมารวมตัวประชุมที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมนี้ ไทยต้องการนำเสนอประเทศที่เปิดกว้างสู่โลก มีความมั่นใจในศักยภาพ และพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่ดีให้ประสบความสำเร็จ โดยข้อเสนอของไทยไม่ได้ตั้งอยู่บนจุดแข็งเพียงด้านเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ความสามารถในการเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ และการเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการใช้ชีวิตและการทำงานของบุคลากรจากทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นเป็นหุ้นส่วนที่ดียิ่งขึ้นสำหรับอาเซียนและประชาคมโลก&nbsp;</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/168459">https://www.thaigov.go.th/th/news/168459</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/202609031fa8061c9596e2f840f931dc2b450ff2102009.jpg' type='image/jpg' length='102040' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเร่งเยียวยานิคมมักกะสันหลังไฟไหม้ เดินหน้า “บ้านมั่นคงริมราง” เปลี่ยนพื้นที่ข้างรางสู่พื้นที่แห่งโอกาส ตั้งเป้าเริ่มสร้างใน 1 เดือน]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/538147</link>
<guid isPermaLink="false">11cc2c7118722bd985d8fe1e6e7d55a1</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 10:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>พม.&ndash;พอช. ระดมช่วยผู้ประสบภัย 25 ครัวเรือน มอบถุงยังชีพ&ndash;เงินช่วยเหลือที่อยู่อาศัย พร้อมเร่งแผน &ldquo;บ้านมั่นคงริมราง&rdquo; สำหรับ 91 ครัวเรือน หวังเปลี่ยนวิกฤตไฟไหม้สู่การสร้างที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</h3>

<p>วันนี้ 3 กันยายน 2569 &nbsp;ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในชุมชนนิคมมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ช่วงเช้ามืดวันที่ 1 กันยายน 2569 ส่งผลให้บ้านเรือนได้รับความเสียหายประมาณ 15 หลัง มีผู้ประสบภัย 25 ครอบครัว รวม 97 ราย โดยมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และอาสาสมัครได้รับบาดเจ็บ 1 ราย พร้อมเร่งวางแนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในระยะยาว ผ่านโครงการ &ldquo;บ้านมั่นคงริมราง&rdquo;</p>

<p>เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. มอบหมายให้นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรี พม. พร้อมด้วยผู้บริหาร พม. และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ลงพื้นที่ชุมชนนิคมมักกะสัน เพื่อตรวจสอบความเสียหาย รับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน พร้อมประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานเขตราชเทวีและการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ</p>

<p>เบื้องต้น พม. และ พอช. ได้มอบถุงยังชีพและงบประมาณโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชั่วคราวกรณีไฟไหม้ จำนวน 3,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะแรก ขณะที่ครัวเรือนที่ไม่สามารถกลับเข้าอยู่อาศัยในพื้นที่เดิมได้ จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าที่อยู่อาศัยเป็นรายเดือน ระหว่างรอการปรับปรุงและพัฒนาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง</p>

<p>ขณะเดียวกัน หน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม. ได้แก่ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กรมกิจการเด็กและเยาวชน และศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (HuSEC) สายด่วน 1300 ได้ร่วมสนับสนุนสิ่งของจำเป็นและถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย พร้อมประสานการช่วยเหลือด้านสวัสดิการให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาว พม. และ พอช. จะเร่งขับเคลื่อน &ldquo;บ้านมั่นคงริมราง&rdquo; ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบราง โดยวางแผนพัฒนาชุมชนนิคมมักกะสันสำหรับ 91 ครัวเรือน พร้อมเร่งรัดกระบวนการดำเนินงานให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายใน 1 เดือน เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ รวมถึงครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัยโดยเร็ว</p>

<p>ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การช่วยเหลือของรัฐบาลในครั้งนี้ครอบคลุมตั้งแต่การเยียวยาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในระยะยาว โดย พม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนแต่ละครัวเรือน และเดินหน้าสร้างทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน</p>

<p>&ldquo;เหตุเพลิงไหม้สร้างความสูญเสียและกระทบต่อความมั่นคงในชีวิตของประชาชน แต่การช่วยเหลือต้องไม่หยุดอยู่เพียงการเยียวยาเฉพาะหน้า รัฐบาลจึงเร่งต่อยอดการช่วยเหลือไปสู่การสร้างที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย เปลี่ยน &lsquo;พื้นที่ข้างราง&rsquo; ให้เป็น &lsquo;พื้นที่แห่งโอกาส&rsquo; เพื่อให้ประชาชนมีบ้านที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&rdquo; รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/168449">https://www.thaigov.go.th/th/news/168449</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/202609032dfd11189ba5c0f502428a6617359182100951.jpg' type='image/jpg' length='105812' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเปิดขาย “พันธบัตรออมพลัส” ครั้งที่ 2 วงเงิน 4,000 ล้านบาท เริ่ม 4 ก.ย. เพิ่มทางเลือกการออมประชาชน ดอกเบี้ยสูงสุด 2.80% ต่อปี]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/538142</link>
<guid isPermaLink="false">fe8c4f2f04609e3332cd8e35499408bd</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 09:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (3 กันยายน&nbsp;2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการออมผ่านพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มเติม โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เตรียมจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลออมพลัส ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ&nbsp;2569 วงเงินรวม&nbsp;4,000 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่วันที่&nbsp;4 กันยายน&nbsp;2569 แบ่งเป็นการจำหน่ายผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง&nbsp;2,000 ล้านบาท และผ่าน&nbsp;Bond Connect Platform อีก&nbsp;2,000 ล้านบาท</p>

<p>พันธบัตรทั้งสองช่องทางมีอัตราดอกเบี้ยคงที่เท่ากัน โดยรุ่นอายุ&nbsp;3 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ&nbsp;1.80 ต่อปี และรุ่นอายุ&nbsp;10 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ&nbsp;2.80 ต่อปี แต่สิ่งที่ประชาชนต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนซื้อ คือ ทั้งสองช่องทางมีวันจำหน่าย เงินลงทุนขั้นต่ำ คุณสมบัติผู้ซื้อ และวิธีจัดสรรที่แตกต่างกัน</p>

<p>สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มออมด้วยเงินจำนวนไม่มาก สามารถซื้อผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ตั้งแต่&nbsp;100 บาท และเพิ่มครั้งละ&nbsp;100 บาท เปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา&nbsp;08.30 น. วันที่&nbsp;4 กันยายน ถึงเวลา&nbsp;15.00 น. วันที่&nbsp;15 กันยายน&nbsp;2569 หรือจนกว่าวงเงิน&nbsp;2,000 ล้านบาทจะเต็ม โดยผู้ซื้อจะต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย อายุ&nbsp;15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ผู้มีอายุต่ำกว่า&nbsp;20 ปีต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองตามขั้นตอนที่กำหนด สามารถซื้อได้สูงสุด&nbsp;50 ล้านบาทต่อราย และไม่เกิน&nbsp;1 ล้านบาทต่อครั้ง โดยซื้อได้หลายครั้ง</p>

<p>จุดสำคัญของการซื้อผ่านวอลเล็ต สบม. คือ ใช้วิธีจัดสรรแบบ First-Come, First-Served หรือ &ldquo;มาก่อนได้ก่อน&rdquo; ประชาชนที่สนใจจึงควรลงทะเบียนและยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชันเป๋าตัง รวมถึงเตรียมเงินในวอลเล็ตให้พร้อมก่อนเปิดจำหน่าย โดยสามารถเติมเงินผ่าน&nbsp;Mobile Banking การผูกบัญชีธนาคารกรุงไทย หรือใช้&nbsp;Wallet ID เติมเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย</p>

<p>ส่วนประชาชนที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ สามารถจองซื้อผ่าน&nbsp;Bond Connect Platform ระหว่างวันที่&nbsp;7&ndash;9 กันยายน&nbsp;2569 ตั้งแต่เวลา&nbsp;08.30 น. ของวันที่&nbsp;7 กันยายน ถึงเวลา&nbsp;15.00 น. ของวันที่&nbsp;9 กันยายน ผ่านธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ที่เข้าร่วมรวม&nbsp;24 ราย หรือผ่านแอปพลิเคชัน&nbsp;Streaming โดยซื้อขั้นต่ำ&nbsp;1,000 บาท และเพิ่มครั้งละ&nbsp;1,000 บาท ไม่กำหนดวงเงินจองซื้อสูงสุด</p>

<p>การจัดสรรผ่าน&nbsp;Bond Connect แตกต่างจากวอลเล็ต สบม. โดยใช้วิธี&nbsp;Small Lot First ทยอยจัดสรรให้ผู้จองเป็นรอบ ๆ รอบละ&nbsp;1,000 บาท จึงไม่จำเป็นต้องรีบจองตั้งแต่ช่วงเปิดขาย เพราะการจองก่อนหรือหลังภายในระยะเวลาที่กำหนดไม่มีผลต่อลำดับการจัดสรร หากวงเงินในรอบสุดท้ายไม่เพียงพอ ระบบจะสุ่มจัดสรรจนเต็มวงเงิน ผู้จองจะทราบผลในวันที่&nbsp;10 กันยายน&nbsp;2569 และได้รับเงินส่วนที่ไม่ได้รับการจัดสรรคืนในวันเดียวกัน</p>

<p>นางสาวลลิดา กล่าวว่า การเปิดจำหน่ายครั้งที่&nbsp;2 เป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการออมกับภาครัฐ หลังการจำหน่ายครั้งแรกได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนรายย่อย&nbsp;22,703 ราย มียอดจองซื้อรวม&nbsp;16,511 ล้านบาท หรือประมาณ&nbsp;8 เท่าของวงเงินที่เปิดจำหน่าย สะท้อนความสนใจของประชาชนต่อทางเลือกการออมในพันธบัตรรัฐบาล</p>

<p>&ldquo;สิ่งที่รัฐบาลอยากย้ำ คือ ทั้งสองช่องทางมีวิธีจัดสรรไม่เหมือนกัน วอลเล็ต สบม. ใช้หลักมาก่อนได้ก่อน เริ่มต้นเพียง&nbsp;100 บาท ขณะที่&nbsp;Bond Connect เริ่มต้น&nbsp;1,000 บาท และใช้วิธี&nbsp;Small Lot First จึงไม่จำเป็นต้องแย่งกันจองในช่วงแรก ประชาชนสามารถเลือกช่องทางที่เหมาะกับตนเอง หรือใช้ทั้งสองช่องทางได้ตามคุณสมบัติ&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ที่ประสงค์ซื้อผ่าน&nbsp;Bond Connect และยังไม่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ควรดำเนินการเปิดบัญชีล่วงหน้า เนื่องจากผู้จัดจำหน่ายอาจใช้เวลาประมาณ&nbsp;3&ndash;5 วันทำการ ขณะที่วงเงินของวอลเล็ต สบม. และ&nbsp;Bond Connect แยกออกจากกัน ประชาชนจึงสามารถซื้อผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่งหรือทั้งสองช่องทางได้</p>

<p>ทั้งนี้ พันธบัตรออมพลัสเป็นพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร ผู้ลงทุนจะไม่มีใบพันธบัตรหรือสมุดพันธบัตร จึงควรตรวจสอบรายการผ่านช่องทางที่ผู้จัดจำหน่ายกำหนด และศึกษารุ่นอายุ เงื่อนไข สภาพคล่อง และความเหมาะสมกับแผนการเงินของตนก่อนตัดสินใจลงทุน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ [เว็บไซต์สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ] <a href="https://www.pdmo.go.th/th/press-conference/3871?utm_source=chatgpt.com)">https://www.pdmo.go.th/th/press-conference/3871?utm_source=chatgpt.com</a>&nbsp;หรือสอบถาม สบน. โทร.&nbsp;0 2278 7878</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/168448">https://www.thaigov.go.th/th/news/168448</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/2026090367ce15d771a94ca00eea9a4dfa68879b095126.jpg' type='image/jpg' length='99939' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเดินหน้าเร่งสำรวจครัวเรือน “ไม่มีเลขที่บ้าน” รองรับความช่วยเหลือ–ประกันภัยพิบัติ]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/538136</link>
<guid isPermaLink="false">3b7272b3b436664be02acdf3b07c499d</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 09:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3><strong>มุ่งให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลือหากเกิดภัยพิบัติ อย่างคลอบคลุมและทั่วถึง</strong></h3>

<p>&nbsp;</p>

<p>วันนี้ (3 ส.ค.69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ( ครม.สัญจร) จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่&nbsp;1 กันยายน&nbsp;2569 มีมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติ (ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ) สำหรับปรับเปลี่ยนระบบการจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชน ได้รับการเยียวยา ฟื้นฟู และซ่อมแชมบ้านเรือน อย่างรวดเร็ว และใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ขานรับมติ ครม. ทำหนังสือ ด่วนที่สุด ถึงนายทะเบียนจังหวัดทุกจังหวัด กำชับให้เร่งดำเนินการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลที่พักอาศัยและข้อมูลบุคคลในพื้นที่ กรณี ไม่มีบ้านเลขที่ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ กองทุนภัยพิบัติ (ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ) โดยมุ่งเน้นพื้นที่&nbsp;2 ลักษณะ ได้แก่</p>

<p>1. บ้านที่ไม่มีบ้านเลขที่ตามกฎหมายทะเบียนราษฎร แต่มีบุคคลอาศัยอยู่ประจำ</p>

<p>2. ที่พักอาศัยที่ยังไม่มีสภาพความเป็นบ้านตามกฎหมายทะเบียนราษฎร แต่มีบุคคลพักอาศัยอยู่เป็นประจำ</p>

<p>พร้อมทั้งจัดเก็บข้อมูลตามแนวทางและแบบฟอร์มที่สำนักทะเบียนกลางกำหนด เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งนี้ ให้เร่งดำเนินการสำรวจและจัดเก็บข้อมูล ระหว่างวันที่&nbsp;1&ndash;15 กันยายน&nbsp;2569 พร้อมรายงานผลการดำเนินงานตามระบบที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การจัดทำฐานข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&ldquo;การเร่งสำรวจครัวเรือนที่ไม่มีเลขที่บ้านในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล &ldquo;ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&rdquo; และตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย&nbsp; มุ่งให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่พักอาศัยในพื้นที่ซึ่งยังไม่มีเลขที่บ้าน มีข้อมูลอยู่ในระบบทะเบียนอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เมื่อเกิดภัยพิบัติ ประชาชนสามารถได้รับการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู และซ่อมแซมที่อยู่อาศัยได้อย่างรวดเร็ว ตรงกลุ่มเป้าหมาย และทั่วถึง&rdquo; นางสาวพลอยทะเล กล่าว</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/168447">https://www.thaigov.go.th/th/news/168447</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/202609034d33ff8b90315de5a411084b72fe7ee0093325.jpg' type='image/jpg' length='72665' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“รัชดา” เผย รัฐบาลเอาจริงคุมดาต้าเซ็นเตอร์ วันนี้แจ้งความกรณีลอบเก็บน้ำมัน 2 แสนลิตร “เอกนิติ” นัดถกบอร์ด 4 ก.ย. ปิดช่องโหว่ทั้งระบบ]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/538121</link>
<guid isPermaLink="false">d2353379f3f8c09be5003c5839c8bb83</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 09:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>

<p>วันนี้ 3 กันยายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีติดตามปัญหาการดำเนินกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เมืองอย่างใกล้ชิด หลังพบข้อกังวลว่าผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย โดยขออนุญาตก่อสร้างอาคารในลักษณะโกดังสินค้า ก่อนนำไปติดตั้งระบบและดำเนินกิจการในลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจทำให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุม</p>

<p>นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ &ldquo;บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์&rdquo; ซึ่งจะมีการประชุมครั้งแรก ในวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 เพื่อเร่งทบทวนกฎหมาย กฎ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปิดช่องว่างในการกำกับดูแล และวางมาตรฐานรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ</p>

<p>สำหรับกรณีอาคารดาต้าเซ็นเตอร์บริเวณถนนพระราม 9 กระทรวงพลังงานได้เข้าตรวจสอบภายหลังได้รับการร้องเรียนเรื่องการจัดเก็บน้ำมันสำรองภายในอาคาร เบื้องต้นพบการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการเคลื่อนย้ายน้ำมันประมาณ 200,000 ลิตรออกจากพื้นที่ทั้งหมดแล้ว และผู้ประกอบการได้ยุติการดำเนินการดังกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ ตามกฎหมาย การจัดเก็บน้ำมันเกิน 15,000 ลิตรต้องได้รับอนุญาต และต้องจัดเก็บไม่เกินปริมาณที่ได้รับอนุญาต โดยในวันนี้ (3 กันยายน 2569) กรมธุรกิจพลังงานจะเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป</p>

<p>นางสาวรัชดากล่าวว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้รัฐบาลต้องเร่งปรับระบบกำกับดูแลให้ทันกับการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบกฎหมายคนละส่วน แต่ยังขาดกลไกที่เชื่อมโยงการพิจารณาในภาพรวม ตั้งแต่การใช้อาคาร การจัดเก็บเชื้อเพลิง ความปลอดภัย ไปจนถึงผลกระทบต่อชุมชน</p>

<p>&ldquo;รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ แต่การลงทุนต้องดำเนินไปภายใต้กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน การประชุมบอร์ดวันที่ 4 กันยายนนี้จึงมีเป้าหมายปิดช่องโหว่ในการกำกับดูแลให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเดินหน้าไปพร้อมกับความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และความมั่นใจของประชาชน&rdquo; นางสาวรัชดากล่าว</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/168446">https://www.thaigov.go.th/th/news/168446</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/202609034e8a6d09ff64e9c38f18878e95c57f12091459.jpg' type='image/jpg' length='127993' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไม่ปล่อยผ่าน! "ศุภมาส" ส่ง สคบ.  ช่วยผู้บริโภคโดนป้ายยา "ครีมฟรี" ไกล่เกลี่ยจบไว วันเดียวได้คืน 8.5 หมื่น]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/538118</link>
<guid isPermaLink="false">dbd3dd7f2c738c9975ee83fb20e542f5</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 08:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (2 กันยายน 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยผลสำเร็จในการช่วยเหลือครอบครัวผู้บริโภค กรณีซื้อเครื่องสำอางจากร้านภายในศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 85,800 บาท โดย สคบ. เข้าช่วยเหลือทันที แม้ผู้บริโภคยังไม่ได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์ และสามารถไกล่เกลี่ยจนร้านยอมคืนเงินเต็มจำนวนภายในวันเดียว</p>

<p>กรณีดังกล่าวเริ่มจากบุตรสาวโพสต์ขอความช่วยเหลือผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่า บิดาและมารดาถูกพนักงานชักชวนเข้าร้าน โดยแจ้งว่าจะมอบครีมให้ฟรี ก่อนเสนอขายเครื่องสำอางและเรียกเก็บเงินผ่านบัตรเครดิต รวมทั้งกล่าวอ้างถึงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าบริเวณหัวไหล่จนเกิดบาดแผล</p>

<p>นางสาวศุภมาสกล่าวว่า ทันทีที่ทราบเรื่อง ได้มอบหมายให้นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ติดตามการช่วยเหลือ พร้อมกำชับนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคเขต 7 และ สคบ. จังหวัดเชียงใหม่ เร่งติดต่อครอบครัวผู้บริโภคและลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่</p>

<p>ผลการตรวจสอบพบว่า สถานประกอบการดังกล่าวเป็นร้านจำหน่ายเครื่องสำอาง ไม่ใช่คลินิกหรือสถานพยาบาล พนักงานขายยืนยันว่าไม่มีการบีบบังคับให้ซื้อสินค้าและไม่มีการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าบริเวณหัวไหล่ โดยร้านมีบริการนวดใบหน้าให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม</p>

<p>สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ตรวจสอบเครื่องสำอางที่ร้านนำมาแสดงได้ 5 รายการ จากสินค้าตามใบเสร็จทั้งหมด 6 รายการ พบว่ามีฉลากภาษาไทย มีเลขที่ใบรับจดแจ้ง และข้อความบนฉลากตรงตามที่จดแจ้งไว้ พร้อมยืนยันว่าร้านไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาตประกอบกิจการสถานเสริมความงาม</p>

<p>ด้าน สคบ. ได้ติดต่อผู้บริโภคและประสานไกล่เกลี่ยจนได้ข้อยุติ โดยร้านตกลงคืนเงินจำนวน 85,800 บาท และถอนการแจ้งความในข้อหาหมิ่นประมาทกับบุตรสาวซึ่งเป็นผู้โพสต์ ส่วนผู้บริโภคจะคืนสินค้าและถอนการแจ้งความกับร้าน ขณะที่ผู้โพสต์จะลบข้อความที่เกี่ยวข้องกับร้านออกจากสื่อสังคมออนไลน์</p>

<p>สคบ. ได้นัดหมายคู่กรณีทั้งสองฝ่ายให้ไปพบพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง วันนี้ เวลา 13.00 น. เพื่อลงบันทึกข้อตกลงไว้เป็นหลักฐาน พร้อมติดตามการคืนเงินและการปฏิบัติตามข้อตกลงจนแล้วเสร็จ</p>

<p>&ldquo;รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ต้องเห็นผลจริง กรณีนี้ สคบ. ไม่รอให้ผู้บริโภคเดินเข้ามาร้องทุกข์ แต่เร่งติดต่อ ลงพื้นที่ และไกล่เกลี่ยจนร้านยอมคืนเงินเต็มจำนวนภายในวันเดียว สะท้อนการทำงานที่รวดเร็ว เป็นธรรม และเป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้จริง&rdquo; นางสาวศุภมาสกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายหรือต้องการแจ้งเบาะแส สามารถติดต่อสายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือ สคบ. จังหวัดทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/2026090330e3b60e7f5958b659f41e38dd3e8df0090230.jpg' type='image/jpg' length='558458' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["เอกนัฏ" มอบ "ฐิติภัสร์" นำกระทรวงพลังงาน บุกตรวจ Data Center ย่านพระราม 9 พบเก็บดีเซลกว่า 2 แสนลิตร ไร้ใบอนุญาต จ่อแจ้งความ 3 ก.ย.]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/538110</link>
<guid isPermaLink="false">07c87bf566966179490b9e7596aec5ed</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 05:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>กระทรวงพลังงานปูพรมตรวจ Data Center หลังประชาชนร้องเรียนกลิ่นน้ำมันรุนแรง หวั่นอันตรายในพื้นที่ชุมชน พบโครงการย่านพระราม 9 เก็บดีเซลสำรองกว่า 200,000 ลิตร โดยไม่ได้รับใบอนุญาต สั่งขนย้ายออกทั้งหมด เตรียมแจ้งความดำเนินคดี หากผิดจริงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับสูงสุด 2 แสนบาท พร้อมเตรียมจัดโซนนิ่งควบคุมการจัดเก็บน้ำมันสำหรับ Data Center ในพื้นที่เมือง</p>

<p>​โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารศูนย์ข้อมูล (Data Center) บริเวณถนนพระราม 9 ติดกับโรงพยาบาลพระราม 9 หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าโดยรอบว่า ได้รับผลกระทบจากกลิ่นคล้ายน้ำมันเชื้อเพลิงลอยออกมาเป็นเวลานานกว่า 2 เดือน โดยเฉพาะช่วงฝนตกหนัก กลิ่นมีความรุนแรงจนบางรายเกิดอาการหน้ามืดและอาเจียน รวมถึงมีความกังวลด้านความปลอดภัย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตชุมชนหนาแน่น</p>

<p>​จากการตรวจสอบของกรมธุรกิจพลังงาน พบว่าโครงการดังกล่าวมีการจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรองสำหรับใช้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน โดยมีถังเก็บน้ำมันความจุรวมกว่า 200,000 ลิตร แต่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง เจ้าพนักงานจึงมีคำสั่งให้ขนย้ายน้ำมันทั้งหมดออกจากพื้นที่ และจากการลงพื้นที่ติดตามผลล่าสุด พบว่าผู้ประกอบการได้สูบน้ำมันออกจากถังเก็บจนหมดแล้ว</p>

<p>​ขณะเดียวกัน ในวันที่ 3 กันยายน กรมธุรกิจพลังงานเตรียมเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 มาตรา 65 หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความผิดจริง มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>

<p>​น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานมีนโยบายชัดเจนร่วมกับกรุงเทพมหานครว่าจะไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งสถานที่เก็บน้ำมันเพื่อสำรองสำหรับเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินของ Data Center ในพื้นที่ชุมชนเมือง เพื่อให้ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ</p>

<p>​ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการ Data Center นัดแรก วันที่ 4 กันยายน กระทรวงพลังงานจะเสนอให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร การไฟฟ้า และการประปา เร่งจัดทำหลักเกณฑ์ด้านการจัดโซนนิ่ง รวมถึงทบทวนมาตรการควบคุมอาคาร สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย เพื่อให้การพัฒนา Data Center สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และไม่กระทบต่อประชาชน</p>

<p>​&ldquo;กระทรวงพลังงานเตรียมปูพรมตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับร้องเรียน หรือสงสัยว่ามีการลักลอบจัดเก็บน้ำมันเพื่อใช้เดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของ Data Center ในเขตชุมชนเมือง โดยขอให้ประชาชนที่พบเบาะแสแจ้งข้อมูลต่อกรุงเทพมหานครหรือกระทรวงพลังงาน เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมายต่อไป&rdquo; น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าว</p>

<p>ที่มา : กระทรวงพลังงาน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/2026090355b9cf7428fbd6d0ce33f35575eae781050530.jpg' type='image/jpg' length='22289' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหารือเอกอัครราชทูตรัสเซีย ผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน เสริมความมั่นคงและกระจายแหล่งจัดหาพลังงานของไทย]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/538109</link>
<guid isPermaLink="false">66e3ad652bc50af172556e8f9a17b68e</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 05:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้การต้อนรับนายเยฟกินี โตมิขิน (H.E. Mr. Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย เพื่อหารือแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางขยายความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยและรัสเซีย โดยทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การกระจายแหล่งพลังงานที่หลากหลาย และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อรองรับความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกในปัจจุบัน</p>

<p>ในโอกาสนี้ ฝ่ายไทยนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงานโดยให้ความสำคัญกับการแสวงหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม ส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด รวมถึงพลังงานทางเลือก เช่น SMR โดยยินดีรับฟังข้อเสนอของฝ่ายรัสเซียในการจัดหาพลังงานมายังไทยในบริบทและช่วงเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือโอกาสความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การฝึกอบรม และการพัฒนาบุคลากร เพื่อเสริมสร้างความพร้อมด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัย และการกำกับดูแล ทั้งนี้ ไทยอยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ และศึกษาความเหมาะสมของ SMR อย่างรอบด้าน โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจเดินหน้าหารือถึงความร่วมมือด้านพลังงานที่เป็นไปได้ผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านพลังงานไทย-รัสเซียให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ร่วมกันต่อไป</p>

<p>ที่มา : กระทรวงพลังงาน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/20260903b403c146a6ce216eb8eb47680f454d9b050337.jpg' type='image/jpg' length='44426' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กทม. สั่งชะลอใบอนุญาต Data Center เพิ่มเติม รอความชัดเจนปิดช่องโหว่กฎหมาย ย้ำความปลอดภัยประชาชนเป็นสำคัญ]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/538108</link>
<guid isPermaLink="false">82b7e5d956368950e51114dd57f60106</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 04:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(2 ก.ย. 69) ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยน.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการ การประปานครหลวง (กปน.) และนายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ร่วมแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางการกำกับดูแลโครงการ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร</p>

<p>● มาตรการเร่งด่วน: ชะลอใบอนุญาตรายใหม่-สั่งทบทวนรายเดิม</p>

<p>นายชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อข้อกังวลของประชาชน โดยเฉพาะกรณีการก่อสร้าง Data Center ใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่ง กทม. ได้มีคำสั่งชะลอการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม ขณะเดียวกันหน่วยงานร่วมแถลงทุกภาคส่วนก็ได้ประสานความร่วมมือในการชะลอการอนุญาตเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นการชั่วคราวเช่นกัน</p>

<p>จากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันในกรุงเทพฯ มี Data Center ประมาณ 30-40 แห่ง โดยมีทั้งระบบภายในของบริษัทหรือระบบ Cloud ทั่วไปที่เปิดให้บริการมานานแล้ว แต่สำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ในลักษณะ Stand Alone ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์แก่หน่วยงานอื่นนั้น มีการยื่นขออนุญาตต่อ กทม. ในช่วงปี 2564-2565 รวมทั้งสิ้น 6 แห่ง ได้รับอนุญาตแล้ว 3 แห่ง (ช่วงปี 2565-2566) ส่วนอีก 3 แห่ง ได้สั่งชะลอและให้กลับไปทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน</p>

<p>● ด้านความปลอดภัยและการกักเก็บน้ำมัน: หากพบทำผิด ดำเนินการตามกฎหมาย</p>

<p>กรณีข้อกังวลเรื่องการสำรองน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินของโครงการในซอยรามคำแหง 28 ซึ่งมีกระแสข่าวว่ากักเก็บสูงกว่า 400,000 ลิตรนั้น น.ส.ฐิติภัสร์ เลขานุการ รมว.พลังงาน ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบใบอนุญาตพบว่า ได้รับอนุญาตให้เก็บจริงเพียงประมาณ 200,000 ลิตรเท่านั้น ฉะนั้น หากตรวจพบการกักเก็บเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต จะถือเป็นการลักลอบประกอบกิจการอย่างผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>

<p>นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้กำหนดนโยบายชะลอการออกใบอนุญาตคลังน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินของ Data Center รายใหม่ทั้งหมด จนกว่าบอร์ด Data Center จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมใหม่ที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน กทม. จะร่วมมือกับกรมธุรกิจพลังงาน ปูพรมตรวจเข้มข้นสถานประกอบการที่มีการจัดเก็บน้ำมันเพื่อใช้เองในกรุงเทพฯ ทั้งหมดจำนวน 56 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับประชาชน</p>

<p>ที่มา : กรุงเทพมหานคร</p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/20260903486742c3f39922953c25664f340fe809045802.jpg' type='image/jpg' length='78800' />
</item>
</channel>
</rss>
