<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเร่งเตรียมความพร้อม “มหกรรมพืชสวนโลก อุดรธานี 2569” คืบหน้า 96.31% รองรับประชาชนและนักท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/548750</link>
<guid isPermaLink="false">af2072f0f05590fea8bcc956bbf2cf7c</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 11:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (7 ธันวาคม 2569) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งติดตามการเตรียมงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เพื่อให้ทุกส่วนพร้อมรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ก่อนเปิดงานอย่างเป็นทางการวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 โดยให้ความสำคัญทั้งด้านสถานที่ กิจกรรม การอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม</p>

<p>สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างอาคาร ระบบสาธารณูปโภค และงานภูมิสถาปัตย์ ข้อมูล ณ วันที่ 24 กันยายน 2569 ดำเนินการแล้วร้อยละ 96.31 ขณะที่การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการวิชาการ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สวนนานาชาติและสวนองค์กร รวมถึงการจัดสัมมนา การประกวด และการประชาสัมพันธ์ อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตามแผน</p>

<p>ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า สำนักงานจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้รับจ้างเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อติดตามความก้าวหน้า เร่งรัดงาน และแก้ไขปัญหาอุปสรรคให้ทันต่อกำหนดการ โดยเฉพาะเรื่องการเดินทาง ระบบสาธารณูปโภค การรักษาความปลอดภัย และการบริหารพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานได้รับความสะดวกและปลอดภัย</p>

<p>&ldquo;ทุกหน่วยงานต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ติดตามงานให้ทันเวลา และแก้ปัญหาให้ถึงหน้างาน เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโอกาสในการนำศักยภาพของไทยไปสู่ระดับนานาชาติ&rdquo; รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 &nbsp;- &nbsp;14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ภายใต้แนวคิด &ldquo;Diversity of Life: Connecting People, Water, and Plants for Sustainable Living - ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน&rdquo;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/169847">https://www.thaigov.go.th/th/news/169847</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/20261007b7f410fce6bfeb9c6a25e5cf19266652115020.jpg' type='image/jpg' length='178184' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลย้ำ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” หากไม่สะดวกยืนยันสิทธิผ่านแอป “เป๋าตัง” สามารถรับบริการได้ที่ธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศย้ำประชาชนกดยืนยันสิทธิภายใน 15 ต.ค. นี้]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/548702</link>
<guid isPermaLink="false">f866e301ff4eac82944328a0b0ec7f89</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 10:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (7 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)&rdquo; ว่า ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 23.00 น. มีประชาชนกดเข้าร่วมโครงการแล้ว 25,481,215 ราย คิดเป็น 83.0% จากจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมด 30,709,378 ราย ขณะที่ร้านค้าเข้าร่วมแล้ว 940,544 ราย คิดเป็น 78.9% จากจำนวนร้านค้าทั้งหมด 1,191,936 ราย</p>

<p>นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลขอเน้นย้ำสำหรับประชาชนที่มีสิทธิ แต่ไม่สะดวกดำเนินการด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; สามารถขอรับบริการอำนวยความสะดวกในการติดตั้งและลงทะเบียนแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; รวมถึงสมัครกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ (G-Wallet) ได้ที่สาขาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการผ่านโทรศัพท์ด้วยตนเองทุกขั้นตอน</p>

<p>สำหรับประชาชน สามารถกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่ 1&ndash;15 ตุลาคม 2569 ส่วนผู้ประกอบการสามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม&ndash;30 พฤศจิกายน 2569 โดยโครงการไม่มีการเปิดรับสมัครร้านค้ารายใหม่</p>

<p>ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับวงเงินสนับสนุนจากภาครัฐในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม&ndash;30 พฤศจิกายน 2569 สามารถใช้จ่ายซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ระหว่างเวลา 06.00&ndash;23.00 น. และสามารถซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหารที่เข้าร่วมโครงการได้ระหว่างเวลา 06.00&ndash;21.00 น.</p>

<p>&ldquo;ขณะนี้มีประชาชนกดยืนยันเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 25.48 ล้านราย แต่ยังมีผู้มีสิทธิอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้ดำเนินการ รัฐบาลจึงขอให้ผู้มีสิทธิตรวจสอบและกดยืนยันภายในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สะดวกดำเนินการผ่านแอปเป๋าตังด้วยตนเอง สามารถไปขอรับบริการอำนวยความสะดวกได้ที่สาขาธนาคารกรุงไทย เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิในโครงการ&rdquo; นางสาวลลิดากล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/169839">https://www.thaigov.go.th/th/news/169839</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/202610077d9af12e3d780b99d170400577f31d83103255.jpg' type='image/jpg' length='89597' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมว.ยุติธรรม ตอบกระทู้ สว. ย้ำรัฐบาลยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ เตรียมเคาะนโยบายเพิ่มความเข้มในการปราบปรามภายใน ต.ค. นี้]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/548076</link>
<guid isPermaLink="false">d22e58ab637f14d5575ccfaba9d433b4</guid>
<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 14:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>รมว.ยุติธรรม ตอบกระทู้ สว. ย้ำรัฐบาลยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ เตรียมเคาะนโยบายเพิ่มความเข้มในการปราบปรามภายใน ต.ค. นี้</p>

<p>วันนี้ (5 ต.ค. 69) เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมวุฒิสภา ชั้น 2 อาคารรัฐสภา พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตอบกระทู้ถามของ พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เรื่อง &rdquo;มาตรการในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในปี พ.ศ. 2569 - 2570&ldquo; ว่ารัฐบาลมีมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งแนวทางในการแก้ไขปัญหาและบำบัดรักษาวัยรุ่นและเยาวชนที่ติดยาเสพติดอย่างไร</p>

<p>พลตำรวจโท รุทธพล กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชน อายุต่ำกว่า 25 ปี เข้าสู่ระบบบำบัดรักษารวมจำนวนประมาณ 49,000 คน รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหายาเสพติดในวัยรุ่นและเยาวชนเป็นอย่างยิ่ง จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตั้งแต่ การป้องกัน การสร้างภูมิคุ้มกัน การเฝ้าระวัง คัดกรอง และการบำบัดรักษา โดยประสานงานกับทุกหน่วยอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานของรัฐ อย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ย้ำว่า รัฐบาลได้ประกาศให้การแก้ไขปัญหายาเสพติด เป็น &quot;วาระแห่งชาติ&quot; เน้นแก้ไขปัญหาทุกมิติไปพร้อมกัน โดยเฉพาะได้กำหนดแผนระยะยาว ตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด (พ.ศ. 2566 - 2570) ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ระดับ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีกรอบนโยบายการดำเนินการแก้ไข ปัญหายาเสพติด 6 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการป้องกันยาเสพติด ด้านการปราบปรามยาเสพติด ด้านการยึดทรัพย์สินคดียาเสพติด ด้านการแก้ไขปัญหาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ และด้านการบริหารจัดการ</p>

<p>พลตำรวจโท รุทธพล กล่าวอีกว่า รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาทั้งในประเทศและร่วมมือกับต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการเดินทางไปประเทศลาวและเมียนมา เพื่อติดตามเส้นทางการลำเลียงยาเสพติด และประสานความร่วมมือในการตั้งจุดสกัดบริเวณพื้นที่ระหว่างสามเหลี่ยมทองคำ กับแขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้สนับสนุนการตั้งจุดตรวจ การให้ความรู้ และเพิ่มทักษะการตรวจแก่เจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ยังได้ประสานกับผู้นำของเมียนมาเพื่อดำเนินการปราบปรามแหล่งยาเสพติด โดยหลังจากการประสานงาน พบว่ามีการทลายแหล่งยาเสพติดหลายจุดในเมียนมา และมีการประสานหมายจับผู้ต้องหา โดยไทยได้ส่งหมายจับไปแล้ว 33 หมาย&nbsp;</p>

<p>&ldquo;ปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาล ภายในเดือนตุลาคมนี้ นายกรัฐมนตรีจะประกาศนโยบายเพิ่มความเข้มในการปราบปรามยาเสพติด โดยกระทรวงยุติธรรมได้ทำการบ้านมาเกือบ 1 เดือน เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหา เช่นการปรับแก้บทลงโทษ ไม่ให้เกิดการเสพและการจำหน่ายยาเสพติด&ldquo; พลตำรวจโท รุทธพล กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/202610056c57f58d4c74cfda06508a290243cc1b144829.jpg' type='image/jpg' length='334654' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เพิ่มบทลงโทษผู้บริหารโรงเรียนปกปิดเหตุ รัฐบาลเดินหน้าคุมเข้มความปลอดภัยในโรงเรียน รับมือภัยออนไลน์ เปิด Traffy Fondue แจ้งเหตุ]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/547842</link>
<guid isPermaLink="false">8517e139f57df411781d8ba3fa129c0f</guid>
<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 08:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (5 ตุลาคม 2569) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการได้เดินหน้ามาตรการดูแลนักเรียนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งความปลอดภัยภายในสถานศึกษา ภัยจากโลกออนไลน์ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิและการเข้าถึงการศึกษาของเด็กในกลุ่มต่าง ๆ</p>

<p>โดยได้กำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการตรวจคัดกรองบุคคล การตรวจสอบของมีคมและสิ่งของผิดกฎหมาย รวมถึงการเฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นภายในสถานศึกษา พร้อมจัดตั้ง &ldquo;ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยในสถานศึกษา&rdquo; เพื่อเป็นกลไกกลางในการดูแลเรื่องความปลอดภัย ซึ่งจะขับเคลื่อนผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ การป้องกัน การรับแจ้งเหตุ และการสอบสวนพร้อมเยียวยา</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า &nbsp;ในส่วนของการรับแจ้งเหตุ กระทรวงศึกษาธิการเตรียมเปิดช่องทางให้สามารถแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน LINE Traffy Fondue เพื่อให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาถูกส่งต่อถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเข้าสู่กระบวนการแก้ไขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมกำหนดมาตรการด้านความรับผิดชอบ โดยหากผู้บริหารสถานศึกษาปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจถูกพิจารณาลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง</p>

<p>ขณะเดียวกัน ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่เด็กต้องเผชิญนอกห้องเรียน โดยเฉพาะการใช้สื่อสังคมออนไลน์และเทคโนโลยี AI ซึ่งมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยงต่อเด็กและเยาวชน จึงเตรียมผลักดันการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพื่อให้มีกลไกเอาผิดกับภัยออนไลน์ที่กระทำต่อเด็ก รวมถึงจัดทำกรอบการใช้ AI ในระดับสากล กำหนดแนวทางเรื่อง Screen Time ที่เหมาะสมกับเด็ก และเตรียมหารือร่วมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อหาแนวทางป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ หรือ Cyberbullying</p>

<p>สำหรับการคุ้มครองสิทธิของนักเรียน ย้ำว่า ห้ามตัดกล้อนผมนักเรียนโดยเด็ดขาด และให้สถานศึกษาเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน เพื่อนำความคิดเห็นไปประกอบการกำหนดหรือปรับปรุงระเบียบเกี่ยวกับทรงผมให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงสิทธิและเสียงของเด็กควบคู่กับการดูแลระเบียบของสถานศึกษา</p>

<p>ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า แนวทางการทำงานของรัฐบาล คือการดูแลเด็กให้ครอบคลุมตั้งแต่ความปลอดภัยในสถานศึกษา การคุ้มครองสิทธิ การรับมือกับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี ไปจนถึงการทำให้เด็กทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ติดตามความคืบหน้า และผลักดันมาตรการต่าง ๆ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมกับบริบทของสังคมในปัจจุบัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/20261005f4d88f2ff8eaf567e9bcc0cc5e819dc0085420.jpeg' type='image/jpg' length='88670' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มท.3 เดินหน้าช่วยเหยื่อ-คุ้มครองสิทธิเด็กออทิสติก ลานสัก สั่งเกาะติดคดีใกล้ชิดถึงที่สุด]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/547708</link>
<guid isPermaLink="false">669aa3696a76b4e221bf4741f88eaef8</guid>
<pubDate>Sat, 03 Oct 2026 17:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>3 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) มอบหมายให้ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกันในด้านกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิ เข้ามาติดตามและประสานการช่วยเหลือกรณีผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กและมีภาวะออทิสติก ในพื้นที่ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี หลังมีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์และ DNA เพื่อประกอบการดำเนินคดี</p>

<p>การดำเนินการดังกล่าวมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิ ความปลอดภัย และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของผู้เสียหาย พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสมและรอบด้าน</p>

<p>ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงศ์ เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นจะเร่งประสาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการคุ้มครอง ช่วยเหลือ และเยียวยาอย่างเหมาะสม ทั้งด้านสังคม จิตใจ และความปลอดภัย โดยให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของเด็ก รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบเพิ่มเติมหรือการกระทำซ้ำ</p>

<p>ในด้านกฎหมาย จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของคดี โดยเฉพาะประเด็นความผิดเกี่ยวกับ การกระทำชำเราเด็ก การข่มขู่หรือข่มขืนใจ การกักขังหน่วงเหนี่ยว และการทำร้ายร่างกาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ การพิจารณาว่าพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดใด จะต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และองค์ประกอบความผิด โดยพนักงานสอบสวนและศาลเป็นผู้พิจารณาตามอำนาจหน้าที่</p>

<p>นอกจากนี้ หากมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ความบกพร่องทางสติปัญญา หรือสภาวะที่ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าใจสถานการณ์หรือปกป้องตนเองได้อย่างเต็มที่ ประเด็นดังกล่าวอาจมีความสำคัญต่อการพิจารณาข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี โดยต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในกระบวนการยุติธรรม</p>

<p>ขณะเดียวกัน จะประสาน กระทรวงยุติธรรม เพื่อให้ผู้เสียหายและครอบครัวได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลือด้านกฎหมาย รวมถึงการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนรับทราบสิทธิในการขอรับความช่วยเหลือจาก กองทุนยุติธรรมและกองทุนช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญา ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด</p>

<p>สำหรับกรณีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวข้องกับ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จะประสานหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อพิจารณาการพักการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินคดี ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และไม่ถือเป็นการวินิจฉัยความผิดของผู้ถูกร้องเรียน</p>

<p>ดร.พัชรินทร์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเด็กและสิทธิของผู้เสียหาย จึงจะติดตามการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ เพื่อให้ผู้เสียหายและครอบครัวได้รับการคุ้มครองและเข้าถึงสิทธิที่พึงได้รับอย่างเหมาะสม</p>

<p>ดร.พัชรินทร์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำรอบได้มี คำสั่งที่ ๑๗๐/๒๕๖๙ ลงวันที่ 19 กันยายน 2569 เรื่องถอดถอนรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลให้พ้นจากตำแหน่ง โดยระบุเหตุผลเกี่ยวกับการรักษาความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชน ตลอดจนมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหารท้องถิ่น</p>

<p>ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดจะยึด ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และขั้นตอนตามกฎหมาย เป็นสำคัญ ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของผู้เสียหาย และการรักษาความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยจะไม่ก้าวล่วงกระบวนการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีของหน่วยงานที่มีอำนาจ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/20261003eeae04bd75bee1763d25670489e13b51172315.jpg' type='image/jpg' length='725194' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษา มโนรมย์,หนองมะโมง และ วัดสิงห์ ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด "เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์"]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/547594</link>
<guid isPermaLink="false">6bee40143ca6339898c9173366f94bc2</guid>
<pubDate>Fri, 02 Oct 2026 19:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 16.00 น. นายนิรุตต์ เข็มเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท พร้อมด้วย นายอนุพงษ์ คล้องการ, ว่าที่้อยตรีธนโชติ หร่ายรา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา จากศูนย์ประสานงานทางการศึกษา มโนรมย์,หนองมะโมง และ วัดสิงห์ ลงพื้นที่ทำกิจกรรม &quot;รวมพลังจิตอาสาพัฒนาผืนป่าเขาขยาย&quot;</p>

<p><br />
สานต่อมรดกทางความคิด จาก &quot;เขาทะเลทราย&quot; สู่ &quot;เขาสวรรค์&quot;<br />
กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการสานต่อโครงการฟื้นฟูเขาขยาย ซึ่งมีต้นแบบแนวคิดมาจาก นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ริเริ่มพลิกฟื้นพื้นที่จาก &quot;เขาทะเลทราย&quot; ให้กลับมาเป็น &quot;เขาสวรรค์&quot; โดยมุ่งหวังให้เป็นระบบนิเวศที่มีความเหมาะสม กับการอยู่อาศัยของสัตว์ต่าง ๆ อีกทั้งเป็นที่พักผ่อนออกกำลังกายของประชาชนชาวจังหวัดชัยนาท</p>

<p><br />
ทั้งนี้ สพป.ชัยนาท ได้กำหนดแนวทางให้ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาทั้ง 12 ศูนย์ในสังกัด สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาเป็นประจำทุกวันศุกร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงพลังความสามัคคีและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นสืบไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/20261002583c06d402ec2f744beca6e1d3ef79dc191913.jpg' type='image/jpg' length='491189' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเดินหน้าขยายโอกาสการศึกษา - แก้จนครบวงจร ปรับทุน ODOS เปิดทางเด็กไทยเรียนต่อ 6 ประเทศ พร้อมใช้วิจัยยกระดับอาชีพประชาชน]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/547506</link>
<guid isPermaLink="false">39b0a9b6fb3032d7b682ee96f02df197</guid>
<pubDate>Fri, 02 Oct 2026 15:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (2 ต.ค. 69) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างครอบคลุม โดยมุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนตั้งแต่การเข้าถึงการศึกษา ไปจนถึงการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ขับเคลื่อนทั้งการขยายโอกาสทางการศึกษาผ่านโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS) ควบคู่กับการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมไปใช้พัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่</p>

<p>โดยคณะกรรมการอำนวยการโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS) &nbsp;ได้พิจารณาปรับเงื่อนไขทุน ODOS รุ่นที่ 3 - 4 เพื่อให้การจัดสรรทุนตอบโจทย์ความสนใจและความต้องการของเด็กไทยมากขึ้น โดยขยายประเทศปลายทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศจากเดิม 3 ประเทศ เป็น 6 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย</p>

<p>นอกจากนี้ ยังปรับการคัดเลือกทุนระดับปริญญาตรีในประเทศผ่านระบบ TCAS จากเดิมให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเป็น 4 รอบ เพื่อลดข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์และลดปัญหาผู้มีสิทธิ์ได้รับทุนตกหล่นในแต่ละปี โดยกรอบโครงการที่ปรับปรุงแล้วจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป</p>

<p>ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทุนการศึกษาในภาพรวม เนื่องจากปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่ดำเนินการจัดสรรทุน จึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้เห็นภาพรวมการให้ทุนทั้งระบบ และสามารถจัดสรรโอกาสไปยังกลุ่มที่มีความต้องการได้อย่างตรงจุด โดยมีแนวคิดนำระบบ AI ของกระทรวงศึกษาธิการเข้ามาช่วยวิเคราะห์และบริหารจัดการข้อมูล เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายทุน</p>

<p>ขณะเดียวกัน กระทรวง อว. เดินหน้าการแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับพื้นที่ โดยขยายผลพื้นที่นำร่อง (Sandbox) แก้จน ผ่านการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) มาทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อพัฒนาอาชีพให้เหมาะกับศักยภาพและความพร้อมของแต่ละครอบครัว</p>

<p>แนวทางดังกล่าวมุ่งให้การแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้หยุดอยู่เพียงการช่วยเหลือระยะสั้น แต่เป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว สะท้อนการทำงานของรัฐบาลที่เชื่อมโยงตั้งแต่การสร้างโอกาสทางการศึกษาให้คนรุ่นใหม่ ไปจนถึงการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมลงไปช่วยแก้ปัญหาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/169668">https://www.thaigov.go.th/th/news/169668</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/20261002f012193ace17e73f5078116613163d6b152946.jpg' type='image/jpg' length='287343' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ชวน Airbus ยกระดับความร่วมมือกับไทย เพิ่มการลงทุน–ถ่ายทอดเทคโนโลยี ดันการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากวัตถุดิบเกษตรไทย พร้อมตั้ง Center of Excellence ต่อยอดอุตสาหกรรมการบิน–อวกาศ]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/547443</link>
<guid isPermaLink="false">994951d7f9508d4beecc727e85080f4b</guid>
<pubDate>Fri, 02 Oct 2026 13:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกรัฐมนตรีเชิญชวน Airbus ขยายความร่วมมือกับประเทศไทยเพิ่มเติมจากความร่วมมือที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งการสร้างงาน การพัฒนาบุคลากร และอุตสาหกรรมการบิน โดยขอให้พิจารณานำรูปแบบความร่วมมือที่ Airbus ดำเนินการกับประเทศอื่นมาต่อยอดในประเทศไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่ผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย การจัดตั้ง Center of Excellence เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอวกาศและความมั่นคง เพื่อสร้างงาน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรและอุตสาหกรรมไทย</p>

<p>วันนี้ (วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรองชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเวาเทอร์ ฟัน แวร์สค์ (Mr. Wouter van Wersch) รองประธานบริหารฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ บริษัท แอร์บัส (Airbus) จำกัด และนายเบิร์ท พอร์เทอแมน (Mr. Bert Porteman) ผู้แทนบริษัท แอร์บัส ประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือแนวทางยกระดับและขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับ Airbus ในอุตสาหกรรมการบิน เทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาบุคลากร และพลังงานสะอาด</p>

<p>นายกรัฐมนตรียืนยันนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการบินและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมชื่นชมความร่วมมือที่ Airbus มีกับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการสร้างโอกาสการจ้างงาน การพัฒนาทักษะบุคลากร และการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของไทย โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ Airbus พิจารณาขยายความร่วมมือกับประเทศไทยให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงนำรูปแบบความร่วมมือที่บริษัทมีอยู่กับประเทศอื่นมาพัฒนาและต่อยอดในประเทศไทย เพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์จากองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายของ Airbus ในระดับโลก</p>

<p>ในด้านพลังงานสะอาด นายกรัฐมนตรีเสนอให้ Airbus พิจารณาส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ที่ผลิตในประเทศไทย โดยใช้วัตถุดิบและผลผลิตทางการเกษตรของไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต ซึ่งนอกจากจะช่วยสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบินแล้ว ยังเป็นโอกาสในการสร้างตลาดใหม่ เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย</p>

<p>นอกจากนี้ Airbus มีแผนจัดตั้ง Center of Excellence ในประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากร โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากเครือข่ายของ Airbus ทั่วโลกมายังประเทศไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้บุคลากรไทยได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว</p>

<p>นายกรัฐมนตรียังเสนอให้ Airbus ขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศและความมั่นคง โดยต่อยอดจากความร่วมมือที่ Airbus มีอยู่แล้วกับหน่วยงานของไทย อาทิ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาบุคลากรไทย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอวกาศและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น</p>

<p>ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความร่วมมือกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและแรงงานในภาคการบิน เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมและเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค</p>

<p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับ Airbus ให้ก้าวไปไกลกว่าความร่วมมือด้านการบิน โดยมุ่งสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่การลงทุน การจ้างงาน การพัฒนาทักษะ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อให้คนไทยและภาคธุรกิจไทยได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน อวกาศ และเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/169660">https://www.thaigov.go.th/th/news/169660</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/20261002f02078cde0e833c5d5c11880b4e727a1130723.jpg' type='image/jpg' length='471993' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คลังกำหนดมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/547301</link>
<guid isPermaLink="false">4b87e9f30db07c9f031d57681bf2bea0</guid>
<pubDate>Fri, 02 Oct 2026 09:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2569 ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณและใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อให้เม็ดเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีลงสู่ระบบ ศก.ต่อเนื่องและรวดเร็วและหน่วยงานรัฐใช้เป็นแนวทางเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี</h3>

<p>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อให้เม็ดเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว และหน่วยงานของรัฐใช้เป็นแนวทางในการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี เงินงบประมาณ และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ครอบคลุมทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายในภาพรวมของประเทศ โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีเม็ดเงินภาครัฐ จำนวน 4.31 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 2.44 แสนล้านบาท งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 3.79 ล้านล้านบาท และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 2.79 แสนล้านบาท โดยกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 75 รายจ่ายประจำไม่น้อยกว่า ร้อยละ 98 รายจ่ายภาพรวมไม่น้อยกว่า ร้อยละ 93 และการใช้จ่ายงบประมาณ (ก่อหนี้) รายจ่ายลงทุน รายจ่ายประจำ และรายจ่ายภาพรวม ร้อยละ 100 รวมทั้งการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจไม่น้อยกว่า ร้อยละ 95 ของกรอบงบลงทุน และให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; 1. เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1.1 รายการที่ก่อหนี้ผูกพันแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จตามสัญญาหรือข้อผูกพัน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1.2 รายการที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างก่อนสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้เร่งรัดการ &nbsp;ก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 หากก่อหนี้ผูกพันไม่ทันภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 ให้กระทรวงการคลังพิจารณาไม่อนุมัติให้ขยายเวลาเบิกจ่ายงบประมาณปี พ.ศ. 2569 ต่อไป</p>

<p>&nbsp; &nbsp; 2. เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้ดำเนินการดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.1 รายจ่ายลงทุนให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 หากก่อหนี้ผูกพันไม่ทันภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 ให้สำนักงบประมาณนำรายการดังกล่าวไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... เพื่อนำไปใช้กับรายการที่สำคัญและมีความพร้อมในการดำเนินการมากกว่า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.2 ให้เร่งรัดการดำเนินการและเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.3 ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเจ้าสังกัดกำกับดูแลให้หน่วยงานของรัฐในกำกับเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมายและแนวทางที่กำหนด โดยให้นำผลการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณ และการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมทั้งผลการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ไปใช้ประกอบการพิจารณาการประเมินผลการปฏิบัติราชการของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเจ้าของงบประมาณ และการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้าย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.4 ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐกำกับดูแลบริหารจัดการเร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จเป็นไปตามเป้าหมายและแนวทางที่กำหนด พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของงบประมาณรายจ่ายลงทุน ระบุปัญหาอุปสรรค แนวทางแก้ไข และแผนการใช้จ่ายเงิน ต่อกรมบัญชีกลางภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.5 ให้สำนักงบประมาณนำผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ไปพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ให้สอดคล้องกับศักยภาพของหน่วยรับงบประมาณ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; 3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ให้ดำเนินการดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3.1 ให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในปี 2570 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของกรอบงบลงทุน และกำหนดให้ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของผู้บริหารสูงสุด ทั้งนี้ ให้ผู้บริหารสูงสุดถ่ายทอดเป้าหมายดังกล่าวไปยังผู้บริหาร และผู้รับผิดชอบโครงการตามลำดับ เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบต่อผลการเบิกจ่ายงบลงทุนอย่างชัดเจน และให้กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังทำหน้าที่นำเสนอผลการเบิกจ่ายในการประชุมคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อทราบและประกอบการประเมินผลงานผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจและผู้รับผิดชอบโครงการต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3.2 ให้รัฐวิสาหกิจเร่งรัดการดำเนินโครงการลงทุนและการเบิกจ่ายงบลงทุนมาไว้ในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ในลักษณะ Front-loaded ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของกรอบงบลงทุนทั้งปี รวมทั้งพิจารณานำโครงการหรือแผนงานอื่นที่มีความพร้อมมาดำเนินการก่อนตามความเหมาะสม เพื่อกระจายการลงทุนและให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็วและต่อเนื่องตลอดปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3.3 ให้รัฐวิสาหกิจเร่งทบทวนกรอบงบลงทุนและประมาณการเบิกจ่ายตั้งแต่ต้นปี และหากมีความจำเป็น ต้องปรับปรุงกรอบงบลงทุนในระหว่างปี 2570 ให้เร่งดำเนินการขอปรับปรุงกรอบงบลงทุนให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสแรก โดยการปรับปรุงกรอบงบลงทุนต้องมีเหตุผลและความจำเป็นรองรับอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ สำหรับการก่อหนี้ผูกพันขอให้รัฐวิสาหกิจเร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3.4 ให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนำปัญหาและอุปสรรคในการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2569 มาทบทวนและถอดบทเรียน เพื่อจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและแผนรองรับ รวมทั้งเตรียมโครงการหรือแผนงานสำรอง<br />
ที่มีความพร้อมสำหรับดำเนินการทดแทนในกรณีที่โครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน ทั้งนี้ หากพบปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการเบิกจ่าย ให้เร่งรายงานต่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาภายใน 7 วัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3.5 ให้รัฐวิสาหกิจจัดทำแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนรายไตรมาส โดยกำหนดเป้าหมายและขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน ตั้งแต่การเตรียมโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง การก่อหนี้ผูกพัน การส่งมอบงาน จนถึงการเบิกจ่าย เพื่อให้สามารถติดตามความก้าวหน้า และประเมินความเสี่ยงต่อการบรรลุเป้าหมายได้ตลอดกระบวนการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3.6 ให้กระทรวงเจ้าสังกัดกำกับและติดตามผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นรายไตรมาสอย่างใกล้ชิดและเคร่งครัด โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่มีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนต่ำกว่าร้อยละ 95 ในปี 2569 หรือรัฐวิสาหกิจที่มีแนวโน้มที่จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการเบิกจ่าย ในปี 2570 เพื่อให้การเบิกจ่าย<br />
งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามเป้าหมาย และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>

<p>&ldquo;มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จะมีบทบาทสำคัญในขับเคลื่อนการใช้จ่ายเงิน กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ และช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี พ.ศ. 2569 และปี พ.ศ. 2570&rdquo; ดร. เอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>

<p>สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม<br />
1. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โทร. 0 2127 7000 ต่อ 4206 หรือ 6957 (กองบริหารการรับ - จ่ายเงินภาครัฐ กรมบัญชีกลาง)<br />
2. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โทร. 0 2298 5880 ต่อ 60110 (สำนักนโยบายและแผนรัฐวิสาหกิจ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ)</p>

<p><a href="https://www.facebook.com/share/p/1DaAJP5Mub/" rel="noopener noreferrer" target="_blank">https://www.facebook.com/share/p/1DaAJP5Mub/</a></p>

<p><a href="https://www.mof.go.th/wp-content/uploads/2026/10/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-100-2569.pdf" rel="noopener noreferrer" target="_blank">https://www.mof.go.th/wp-content/uploads/2026/10/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-100-2569.pdf</a></p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/169652">https://www.thaigov.go.th/th/news/169652</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/202610021d98d83bcd7c941e2500335739d0b47d095117.png' type='image/png' length='865835' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ยศชนัน” หารือร่วม UNSW ขยายความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย พัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ต่อยอดวิจัยและสตาร์ตอัปสู่ตลาดโลก]]></title>
<link>https://edumaehongson.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/547292</link>
<guid isPermaLink="false">57bf04238c21b274e205edba6576e785</guid>
<pubDate>Fri, 02 Oct 2026 09:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้การต้อนรับศาสตราจารย์แอตทิลา บรังส์ (Attila Brungs AO) อธิการบดีและประธานมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์</h3>

<p>เมื่อวันที่ 1 ต.ค.<strong> ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) &nbsp;</strong>ให้การต้อนรับศาสตราจารย์แอตทิลา บรังส์ (Attila Brungs AO) อธิการบดีและประธานมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ (The University of New South Wales: UNSW Sydney) และนายพาโบล คัง (Pablo Kang) เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมใหม่ โดยมี นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ. ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศ.ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้าน Core Business ผศ.ดร. ปมทอง มาลากุล ณ อยุธยา เลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วม ณ ห้องพระจอมเกล้า ชั้น 4 อาคาร สป.อว.</p>

<p><strong>ศ.ดร.ยศชนัน </strong>กล่าวว่า ไทยและออสเตรเลียมีความร่วมมือด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชนของทั้งสองประเทศทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้มีเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงความร่วมมือกับออสเตรเลียด้านนวัตกรรมและการพัฒนาสตาร์ตอัป เพื่อสนับสนุนการนำองค์ความรู้และผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยทั้งสองประเทศควรขยายความร่วมมือด้านการวิจัยในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน อาทิ วิศวกรรมศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ การวิจัยและพัฒนายา วิทยาศาสตร์สุขภาพ และเทคโนโลยีควอนตัม โดยเชื่อมโยงกับเครือข่ายภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีของ UNSW รวมถึงความร่วมมือด้านการวิจัยทางคลินิกเพื่อสนับสนุนการยื่นขอขึ้นทะเบียนยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพต่อหน่วยงานกำกับดูแล (FDA) รวมถึงควรพิจารณาการสนับสนุนงบประมาณร่วม (Co-funding) และต่อยอดสู่การจัดตั้งสตาร์ตอัปร่วมไทยและออสเตรเลีย โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีเชิงลึก เพื่อผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และขยายตลาดในระดับโลก</p>

<p>&nbsp;นายพาโบล คัง กล่าวว่า รัฐบาลออสเตรเลียมีนโยบายส่งเสริมการขยายบทบาทด้านการศึกษาของออสเตรเลียในระดับโลก และเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาคอาเซียน ด้วยความพร้อมและความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จึงมีโอกาสขยายความร่วมมือด้านการศึกษาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในสาขาอื่น ๆ ที่ทั้งสองประเทศมีความสนใจร่วมกัน ซึ่งในปี 2570 จะเป็นวาระครบรอบ 75 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับออสเตรเลีย และประสงค์ใช้โอกาสดังกล่าวผลักดันความร่วมมือในหลากหลายสาขาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น</p>

<p><strong>ศาสตราจารย์แอตทิลา บรังส์ </strong>กล่าวว่า UNSW มีเป้าหมายในการเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก (Global University) โดยได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของออสเตรเลีย และอันดับ 19 ของโลก ตามการจัดอันดับ QS World University Rankings 2027 มหาวิทยาลัยสนใจขยายความร่วมมือกับประเทศไทยและสร้างฐานการดำเนินงานในไทย โดยมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต เทคโนโลยีเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการยกระดับทักษะและพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) ซึ่งสามารถสนับสนุนประเทศไทยในการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมใหม่ได้</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/169651">https://www.thaigov.go.th/th/news/169651</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://edumaehongson.prd.go.th/th/file/get/file/2026100265d55be1f9dd8f15cca16a95693ad57d092721.jpg' type='image/jpg' length='65490' />
</item>
</channel>
</rss>
