นายกฯ เชิญชวนเลือกซื้อสินค้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” พาณิชย์ เพิ่มเม็ดพลาสติก ซอสปรุงรส น้ำดื่มบรรจุขวด เป็นสินค้าควบคุม 1 ปี

📌บทสรุป

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาบางกะปิ และเยี่ยมชมบูธสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” พร้อมเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีสินค้าอุปโภคบริโภคราคาต่ำกว่าท้องตลาด กว่า 1,000 รายการเพื่อช่วยลดค่าครองชีพในช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และแนะนำให้ห้างสรรพสินค้าจัดสินค้าที่อยู่ในโครงการอยู่ในโซนเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าง่ายขึ้น กระทรวงพาณิชย์ ประกาศเพิ่มสินค้าควบคุม 3 ชนิด ได้แก่ ซอสปรุงรส น้ำดื่มบรรจุขวด และเม็ดพลาสติก เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ราคาสินค้าเป็นธรรม ระบบตลาดมีเสถียรภาพ และลดภาระค่าครองชีพของประชาชนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ร่วมกับผู้ประกอบการรถร่วมฯ ตรึงราคาค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะ (รถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ) จนถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ที่มีการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวจำนวนมาก ให้ได้รับความสะดวก ปลอดภัย และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

📌รายละเอียด

(4 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาบางกะปิ และเยี่ยมชมบูธสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลในการช่วยลดค่าครองชีพประชาชนจากผลกระทบด้านราคาน้ำมัน ซึ่งมีสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นติดป้ายอย่างชัดเจนว่าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยนายกรัฐมนตรี ได้แนะนำให้จัดสินค้าที่อยู่ในโครงการดังกล่าวอยู่ในโซนเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนเลือกซื้อง่ายขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่การสุ่มตรวจ แต่เป็นความตั้งใจส่วนตัวที่ต้องการติดตามผลการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ภายหลังมีการรณรงค์ให้จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดสู่ตลาด จึงต้องการตรวจสอบว่าการกระจายสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด โดยเริ่มต้นที่ห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาบางกะปิ เป็นแห่งแรก และมีแผนจะทยอยลงพื้นที่เพิ่มเติม ทั้งนี้จากการรายงานของผู้จัดการห้างฯ พบว่ามีสินค้าราคาต่ำกว่า ท้องตลาดหลายรายการ อาทิ ข้าวสาร กระดาษทิชชู และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป กว่า 1,000 รายการ แม้จะไม่ใช่แบรนด์ที่คุ้นเคย แต่เป็นสินค้าที่ลดต้นทุนด้านการตลาด จึงสามารถจำหน่ายในราคาที่ถูกลงได้ โดยเฉลี่ยต่ำกว่าราคาปกติประมาณ 20–30% และเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่ใกล้เคียงกัน จึงขอเชิญชวนประชาชนให้หันมาสนใจสินค้าในกลุ่มนี้ ซึ่งมีวางจำหน่ายในห้างค้าปลีกทั่วไป เพื่อช่วยลดค่าครองชีพในช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น

ส่วนกรณีการพิจารณาปรับลดค่าการกลั่น ที่คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) หารือร่วมกับผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน ขณะนี้ใกล้ได้ข้อสรุปแล้ว มีการนำตัวเลขต่าง ๆ มาหารือกัน เท่าที่ได้รับรายงานทุกรายยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หวังว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้นด้วย แม้จะมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ไม่สามารถอุดหนุนได้ตลอด รัฐบาลต้องหาช่องทางอื่นในการลดภาระให้ประชาชน ซึ่งการเจรจาค่าการกลั่นเป็นหนึ่งในแนวทาง รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันเอง และไม่มีทรัพยากรด้านนี้ในประเทศ ต้องพึ่งพาการนำเข้า 100% ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤต ควรใช้น้ำมันอย่างประหยัดมากขึ้น

ส่วนการเพิ่มสินค้าควบคุม ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2569 เรื่อง การกําหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปตามมติ กกร. เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าด้านพลังงานและวัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียมโดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มเม็ดพลาสติก อาจทำให้เกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง และกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 (1) และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ประกาศให้สินค้า 3 ชนิดเป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติม ประกอบด้วย ซอสปรุงรส น้ำดื่มบรรจุขวด และเม็ดพลาสติก จากเดิมที่มีสินค้าควบคุมจำนวน 54 รายการ และบริการควบคุม 5 รายการ โดยให้ใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เว้นแต่จะมีการออกประกาศฉบับใหม่

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลกที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบในตลาดโลกมีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เริ่มส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการกำกับดูแลเชิงโครงสร้าง โดยมุ่งควบคุมวัตถุดิบต้นน้ำและโครงสร้างราคา เพื่อป้องกันไม่ให้ผลกระทบลุกลามไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) จึงได้ใช้มาตรการทางกฎหมายควบคู่กับการติดตามสถานการณ์ โดยกำหนดสินค้า 3 รายการ ได้แก่ เม็ดพลาสติก ซอสปรุงรส และน้ำดื่มบรรจุขวด เป็นสินค้าควบคุม เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญที่มีผลต่อโครงสร้างต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง เพื่อป้องกันการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในตลาด

สำหรับเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์ ได้กำหนดมาตรการกำกับดูแลครอบคลุมเม็ดพลาสติกประเภท PE (Polyethylene) PP (Polypropylene) และ PET (Polyethylene Terephthalate) ซึ่งใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดพลาสติก ถุงพลาสติก ฝาบรรจุภัณฑ์ และแกลลอน โดยกำหนด ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย และผู้ซื้อเพื่อนำไปผลิต ต้องรายงานข้อมูลราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต การนำเข้า การใช้ และปริมาณคงเหลือต่อกรมการค้าภายใน ทุกสัปดาห์ตามประกาศ เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามโครงสร้างต้นทุนได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถดำเนินมาตรการได้ทันก่อนส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าปลายทาง

ในส่วนของซอสปรุงรสและน้ำดื่มบรรจุขวด กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านปริมาณสินค้าและการเปลี่ยนแปลงราคา หากพบสัญญาณการขาดแคลนสินค้า หรือเกิดความผันผวนของราคาที่มีนัยสำคัญ สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการได้ทันที เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดและคุ้มครองผู้บริโภค

นอกจากนี้ คณะกรรมการ กกร. ยังได้ติดตามสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพง และกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันผลกระทบด้านราคาและรายได้ของเกษตรกร โดยกรณีมะพร้าวผลอ่อนพบการใช้สิ่งเจือปนแทนน้ำมะพร้าวแท้ ส่งผลให้ความต้องการใช้วัตถุดิบจริง

ในอุตสาหกรรมส่งออก โดยเฉพาะตลาดจีนลดลง ทำให้ราคามะพร้าวภายในประเทศปรับตัวลดลง ขณะที่ปลากะพง

มีการติดตามการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้เลี้ยงปลาไทย และกากถั่วเหลืองได้มีการกำกับดูแลปริมาณเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ

อีกทั้ง นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า ได้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมบริการจากต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น 4 มาตรการ ดังนี้

1. ตรึงราคาค่าโดยสาร โดยขอให้รถสาธารณะ (รถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ) ตรึงราคาค่าโดยสารในราคาเดิมไปก่อน ตั้งแต่วันที่ 6 – 19 เมษายน 2569 ซึ่งจะนำเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) มาชดเชยส่วนต่างให้ ประมาณการณ์ตัวเลขที่จะขอชดเชยอยู่ที่ 70 ล้านบาท หลังจากนั้นค่าโดยสารจะปรับขึ้นตามมติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง

2. รถมินิบัส และรถตู้ เตรียมปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตราใหม่ 2 บาท ต่อ 100 กิโลเมตร ตามมติของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางกำหนด ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

3. บขส. ได้หารือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพื่อจัดเตรียมสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้โดยเฉพาะในแนวเส้นทางที่รถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ วิ่งให้บริการ ตั้งแต่ต้นทางและปลายทาง

4. บขส. จัดเก็บค่าธรรมเนียมรถร่วมฯ ตามการเดินรถจริง ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 เมษายน 2569 และ ในวันที่ 6 – 19 เมษายน 2569 รถร่วมฯ ที่มีเที่ยววิ่งเสริมจะชดเชยราคาเที่ยววิ่งปกติ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ สามารถให้เดินรถไปต่อได้และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

ทั้งนี้ บขส. ร่วมกับผู้ประกอบการรถร่วมฯ พร้อมตรึงราคาค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ จนถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ที่มีการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวจำนวนมาก ให้ได้รับความสะดวก ปลอดภัย และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar